Sunday, July 18, 2010

ตะลอนทัวร์ Lisbon day 4

เริ่มต้นกันด้วยสถานที่แข่งวัวกระทิง อยู่ห่างจากโรงแรมที่พักมาแค่หนึ่งป้ายเมโทรเท่านั้น (Metro Campo Pequeno) สถาปัตยกรรมตามแบบชาวภาคเหนือของแอฟริกา โชคไม่ดีเท่าไร มีแข่งวัวในวันที่เราเดินทางกลับตอนสี่ทุ่ม ^^" ปัจจุบันเค้าไม่ให้ฆ่าวัวแล้ว แต่ให้ใช้คนแปดคนยืนเรียงแถว แล้วช่วยกันหยุดวัวแทน... ตอนอ่านนี่ยังคิดนะ ว่าไม่ให้ฆ่าวัว แต่ให้วัวฆ่าคนแทน เหอๆ


ต่อมาเราก็เดินเข้า Avda. de Berna เจอะเข้ากับโบถส์สไตล์โมเดิร์นที่เก่าเสียแล้ว (คือโมเดินตอนสร้าง 1934 AD) ข้างนอกดูงั้นๆ ข้างในก็สวยดีนะ







ออกจากโบถส์เราก็เดินต่อเพื่อไปยังสวนสาธารณะ Parque de Palhava สวนแห่งนี้พิเศษมากในความรู้สึกเรา นอกจากมีงานอาร์ตอยู่ทั่วไป สลับกับงานสวนที่มีพันธ์ุไม้หลากหลายแล้ว ในสวนนี้ยังเป็นสถานที่ที่ซ่อนมิวเซียมอาร์ตแห่งนึงไว้ Museu Calouste Gulbenkian

ภาพด้านบนเป็นงานที่รวบรวมหนังสือไว้ในกรอบวงกลมอย่างที่เห็น

น้องเป็ดน้ำเดินเป็นแถวขึ้นมาจากสายน้ำด้านซ้าย


วิ่งหนีสายน้ำฉีดในสวนหนุกดีนะ







ชอบจังหวะนี้มาก ฮ่าๆๆๆ น้องเป็ดดำน้ำพร้อมกันสามตัว

มุมน่าสบาย


กำแพงด้านหน้าของสวนแห่งนี้


ออกจากสวนสวยเราตั้งใจจะไปสวนสาธารณะอีกแห่งที่ไม่ไกลจากกัน แต่...จูเลียนเหนื่อย เราเลยมานั่งทานซูชิบุฟเฟ่แทน ฮ่าๆๆ

หลังจากทานกันเสร็จเรียบร้อย เราก็ขึ้นเมโทรใกล้ๆร้านอาหาร (metro Parque) ไปลงที่ Baixa/Chiado เพื่อไปผจญภัยกับ Castelo De Sao Jorge คาสเซิลที่อยู่บนจุดที่สูงที่สุดของเมือง

จากภาพด้านล่าง เห็นไหม บนเนินลิบๆนั่นที่มีธงปักอยู่สองอัน

นั่นแหละ เรากำลังจะเดิน...ขึ้นไปกัน
ระหว่างทางการเดิน... (เหนื่อยมากขอบอก)
ตอนขึ้นทางนี้มีคนโปรตุเกสเปิดหน้าต่างออกมาเจอ แล้วเรียกพวกเราเอาไว้ พยายามอธิบายอะไรบางอย่างด้วยภาษาที่เราไม่เข้าใจ แต่ท่าทางเขาบอกว่า ขึ้นไปไม่เจออะไร เดี๋ยวก็ต้องลง แต่จูเลียนก็ยังมุ่งหน้าต่อไป ไม่เป็นไร ไหนๆก็เดินขึ้นมาละ...
และแล้วก็เจอทางลง...
เดินมาอีกไกล ในที่สุดเราก็มาถึงเสียที... ภาพด้านล่างเป็นแผนที่ของคาสเซิล ส่วนล่างสุดของคาสเซิลที่เราเห็นกันในปัจจุบันเริ่มสร้างขึ้นในศตวรรษที่หก และถูกเพิ่มเติมในศตวรรษที่สิบเอ็ด หลังสงครามยึดครองของชาวโปรตุกีสจากชาวมัวร์ ศตวรรษที่สิบสามชาวโปรตุกีสตัดสินใจที่ต่อเติมคาสเซิลในส่วนล่างซ้ายของพื้นที่ และคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ (แน่นอนว่าผ่านการซ่อมแซมมาเรื่อยๆ)

รูปปั้นของกษัตริย์องค์แรกของโปรตุเกส
ทัศนียภาพจากคาสเซิล มองไปยัง Praça do Comércio

ที่น่าสนใจ และแปลกใจคือสะพานทอดยาวที่เห็นอยู่ไกลๆเบื้องหน้า... คุ้นๆกันไหม ขำย้ำว่านี่เราอยู่ในลิสบอน ไม่ใช่ซานฟรานซิสโก อิอิ

มองลงไปเห็น Elevador de Santa Justa ด้วย

ถึงแล้ว เจ้าธงสองอันที่เห็นลิบๆจากเมืองด้านล่าง...




ปิดท้ายวันด้วย ซูชิอีกรอบเนื่องจากเพื่อนคนฝรั่งเศสรับไม่ค่อยได้กับอาหารรสจัดของที่นี่ สวัสดีด้วยเบียร์ของชาวโปรตุเกสเค้า Super Bock

Tuesday, July 13, 2010

Lisbon 2010 day 3

Day3: Conference and Presentation day จบข่าว โอ๊ะจริงๆแล้วไปแต้ดแต้กันในเมืองเล็กน้อยแล้วหาอะไรทานกัน เชิญชม

แล้วชีวิตเย็นนี้ก็วนเวียนอยู่กับ Baixa-Chiado โดยรอบก็คือช้อปปิ้งสตรีทดีๆนี่เอง ส่ิงที่ทำให้ประหลาดใจกับเมโทรที่นี่คือ ออกทางออกผิดคิดจนตัวตายทีเดียว เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่เป็นเนินเป็นเขาสลับไปมา ทางออกอยู่ห่างกันมากพอควร และมีความแตกต่างทางความสูงต่ำของพื้นที่มาก... สรุปคือออกมาผิดทาง เดินเมื่อยเลยตู
รถไฟ้ใต้ดินที่นี่เค้าแบ่งตามสี คล้ายๆที่อื่น แต่ภาษาเรียกน่ารักดี รากตามภาษาลาตินนั่นแล
ทางด้านขวาของภาพก็คือซุ้มประตู... อะไรซักอย่างนึงซึ่งเชื่อมต่อกับลานกว้างหน้าท่าเรือ
อีกฝั่งหนึ่งของซุ้มประตู

ลานกว้าง เบื้องหน้าคือทะเล!

ต้นไม้มีลำต้นเป็นเสา??? (คิดฮาๆหน่อย)









ซากอารยธรรม...
Plat du jour :-)
ของเหลือ เสียดาย แต่ไม่ไหวแล้วจริงๆ...

หลับสบาย...

Lisbon 2010 day 1 and Estoril day 2

ออกจากลักเซมเบิร์กด้วย Luxair ไปที่ Frankfurt (main) แล้วขึ้นอีกลำมาถึงโปรตุเกสด้วยสายการบินโปรตุเกส (TAP)
มาถึงก็เจอป้ายของงานคอนเฟอเรนท์เตรียมไว้อย่างดี พร้อมกับนักศีกษาอาสาสมัครคอยให้ความสะดวกอยู่ เราเลยเดินออกมาขึ้นรถโค้ช สะดวกสะบาย เป็นคอนเฟอเรนท์ที่การจัดการน่าประทับใจ

มาถึงก็ไม่มีไรมาก เรากับจูเลียนเข้าห้องพักก็หกโมงเย็นแล้ว แถมทุ่มครึ่งมีบอลแมช เยอรมัน-อุรุกกวัย ก็เดินหาของกินแถวโรงแรมเล็กน้อย ไปเจอกับซุปเปอร์มาเก็ตอยู่ใกล้ๆเลยได้ขนม น้ำมาตุนไว้หน่อย สรุปเย็นนี้กินข้าวในร้านอาหารของโรงแรม

วันรุ่งขึ้นตั้งใจกันกับจูเลียนว่าจะทำพรีเซนเตชั่นให้เสร็จ ต่างคนแยกย้ายทำงานหลังทานข้าวเช้าเสร็จ ประมาณสิบโมงอาจารย์ปาสกาลก็โทรมาถามว่าจะไปทะเลกับเค้าไหม สรุปเลยได้ไป Estoril กัน (ดีนะ ทำสไลด์เกือบเสร็จ เหลืออีกหน้าเดียว)

ถึงทะเลแย้วววววววว Alexis ดีใจใหญ่เลย



ตรงจุดนี้หาดเล็กหน่อย แต่คนก็น้อยหน่อยด้วย แถมใกล้ที่จอดรถ สะดวกดี

ไอ้คุณจูเลียน เพื่อนสนิทข้าพเจ้าเอง ส่วนอีกท่านก็อาจารย์
สนุกสนาน ร่าเริง ตามประสาเด็ก
ให้ดูวิว








มีร้านอาหารไทยด้วยอ่ะ จากการสำรวจเมนูแล้ว แม่ครัวคนไทยแน่นอน แต่ไม่ได้ลองเพราะเด็กแพ้อาหารหลายอย่างกลัวมีปนเปื้อน

เบียร์เพื่อนน่ะ
จำชื่อไม่ได้แล้ว แต่เหมือนโจ๊กกุ้งสด อร่อยมากกกกกก เป็นสเปเชียลลิตี้ของที่นี่เค้า กุ้งสดมากกกกกก








สถานีรถไฟ ถ้าอยากมาแบบไม่มีรถ
ระหว่างทางเจอป้อมปราการเต็มเลย ทั้งใหญ่และเล็ก น่าทึ่ง
ที่จอดเรือ คิดเล่นๆว่าเวลาจะไปเอาเรือต้องว่ายน้ำไปหรือเปล่า ฮ่าๆๆ

ปิดท้ายกันด้วยภาพสเตเดี้ยมหนึ่งแห่ง จริงๆมีอีกแห่งสีเขียวๆแต่ท่าทางเก่ากว่าอยู่ไม่ไกลมาก แต่ถ่ายไม่ทัน

Thursday, July 8, 2010

คำคมอันนี้โดนมากกกกกก

"A liberally educated person meets new ideas with curiosity and fascination. An illiberally educated person meets new ideas with fear". - JS

Fringer 8:24am via Seesmic
"คนที่ได้รับการศึกษาอย่างเสรีเผชิญความคิดใหม่ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นและความพิศวง คนที่ได้รับการศึกษาอย่างไร้เสรีเผชิญมันด้วยความกลัว"
ที่มา: ทวิตของคุณ Fringer, ขอขอบคุณที่โพสข้อความดีๆมาโดยตลอดคะ

ใช่เลย โดนใจฉันเลย เคยเป็น และอาจจะยังเป็นอยู่เล็กน้อย ขอยอมรับว่า เราได้รับการศึกษาอย่างไร้เสรี มาโดยตลอด เหตุผลจากสองอย่างคือ
หนึ่ง ถูกครอบงำความคิดตั้งแต่ยังเล็ก
สอง เกิดจากความไม่กล้าแหกข้อของตัวเราเอง

ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว แต่ยังคงทุกข์ทรมานจากการเริ่มต้นอย่างไร้เสรี และยังกลัวที่จะระเบิดสิ่งครอบงำในคราวเดียวอยู่

กำลังพยายามรอมชอมให้ดีที่สุดอยู่ตอนนี้ และเห็นอนาคตที่ดีขึ้นอยู่รำไร

Wednesday, July 7, 2010

เคยได้ยินไหม "เพชรฟู"

เหตุเกิดกับรุ่นพี่ที่เรียน Material Science (Gemology) ที่ มศว. ด้วยกันคนนึง คุณพี่แกขายเพชรมานาน และมักจะมีเรื่องฮาๆ เกี่ยวกับเพชรนี่แหละมาเล่าสู่กันฟัง วันนี้ซีขออนุญาติพี่เค้าโดยจะยกเรื่องเกี่ยวกับ "เพชรฟู" ที่พี่เค้าเพิ่งเจอมาสดๆร้อนๆมาเล่าให้ฟังกัน แถมด้วยเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆต่อยอดกันหน่อยในตอนท้าย...

รุ่นพี่: ลูกค้าบริษัทนึงคืนเพชรมาบอกใช้ไม่ได้ โดยให้เหตุผลว่า "เพชรฟู" ซื้อขายเพชรมาสิบกว่าปี เพิ่งเคยได้ยิน ทั้งไทย ฝรั่ง แขก ทั้งออฟฟิศ งงกันเป็นไก่ตาแตกและพยายามหาคำตอบว่าเพชรฟู แปลว่าไรวะ

หลังจากเดากันต่างๆนาๆในที่สุดพี่เค้าก็มาเฉลยว่า...

รุ่นพี่: ในที่สุดก็ได้รู้ความหมายของคำว่า "เพชรฟู" เล่นเอาอึ้งแตกกกกกก เพราะมันคือเพชรที่ Strong make หรือ Crown มันสูงมากกว่ามาตรฐานทั่วไป...

รุ่นพี่: จริงแล้วลูกค้าทั่วไปเค้าก็เรียกหน้าสูง หน้าต่ำ ก็มีนะ ไม่ผิด เรียกอย่างนั้นก็ได้

ที่มาของเรื่อง: facebook ของพี่ Theera Kasem

เอาล่ะ เพื่อให้เห็นภาพข้าพเจ้าเลยขอนำรูปมาประกอบไว้ให้ดูกันโดยถ้วนหน้านะจ๊ะ
ภาพที่นำมาให้ชมเป็นการอธิบายชื่อเรียกของส่วนประกอบต่างๆในเพชรหน้ากลมซึ่งมีการเจียระไนในแบบที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ส่วนที่เราสนใจในเรื่องนี้ก็คือส่วนที่เรียกว่า Crown ซึ่งซีได้ทำสีแดงวงเอาไว้

ที่มาภาพ: Verena Pagel-Theisen, Diamond Grading ABC: Handbook for Diamond Grading, 1980, p.154

การที่ลูกค้าของรุ่นพี่บอกว่า "เพชรฟู" หรือที่ตามจริงเรียกว่า Strong make ตามที่รุ่นพี่ไขมานั้น เกิดจากความไม่สมส่วนกันของเพชรที่เจียระไนออกมา โดยมีส่วนของ Crown (มองจากภาพตัดขวาง) สูงจาก Girdle มากเกินไป

ความไม่สมส่วนของเพชรที่ได้รับการเจียระไนแล้วทำให้ คุณสมบัติความสวยงามของเพชรเม็ดนั้นๆ ด้อยลงทันที อธิบายง่ายๆด้วยภาพนี้คะ

ที่มาภาพ: http://www.diamondideals.com/education/find/sparkle.cfm

การที่เพชรส่องประกายวิบวับนั่นเกิดจากปรากฏการณ์ทางแสงล้วนๆคะ หากจะอธิบายกันตั้งแต่ต้น ก็ต้องเริ่มที่ความหนาแน่นของหินมีค่า (เช่น เพชร พลอยเนื้อแข็ง พลอยเนื้ออ่อน ซึ่งแยกย่อยตามสสารกำเนิดอีก) และแน่นอนว่าการเจียรไนมีผลอย่างมากในการขับความสวยงามออกมาจากหินมีค่า โดยทั่วไปสิ่งสำคัญในการขับแสงมาจากส่วนที่เรียกว่า Pavilion แต่อย่างไรก็ดี สัดส่วนของ Crown มีผลกับความสวยงามของตัวเพชรนั่นเอง

จากภาพ Ideal cut จะทำให้การสะท้อนของแสงเป็นไปได้ดี ทำให้ประกายเพชรสะท้อนออกทางหน้าเพชร ที่คนทั่วไปเรียกว่า "แสงวิ่ง"ส่วนอีกสองภาพแสดงให้เห็นถึงความไม่สมส่วนในแบบที่ลึกเกินไป และตื้นเกินไปตามลำดับ อย่างไรก็ดีทั้งสองลักษณะของความไม่สมส่วนทำให้แสงไม่สะท้อนกลับออกมาบนหน้าเพชร แต่กระจายหายออกไปทำให้เป็นไม่มีประกาย ไม่แวววับอย่างที่ควรเป็น

Monday, July 5, 2010

มาทานมังสวิรัติกันดีกว่า

เหตุเกิดจากเมื่อวานนั่งหาสูตรทำขนม เลยได้ไปเจอกับเวป เรือนไทย2 (http://rueanthai2.lefora.com/)
แล้วเผอิญไปป๊ะกับหมวด "ครัวมังสวิรัต" บวกกับความชอบกินเห็ด เป็นชีวิตจิตใจ เลยคิดว่าจะลองทำอาหารมังสวิรัติทานดูซักระยะ ที่เลือกไว้มีดังนี้...

http://rueanthai2.lefora.com/2010/02/02/20100202212043/
ตัวนี้ได้ลองแล้วทันทีเมือวาน อร่อยนะ แต่เพื่อนไม่ค่อยชอบ บอกว่าเหม็นงาไหม้ -__-" ไอ้เราก็ว่ามันหอม

http://rueanthai2.lefora.com/2010/01/16/20100116231751/
เมื่อวานลองแล้วเหมือนกัน แต่ว่าใบกระเพราเราไม่ค่อยสด เลยไม่ค่อยหอมและเหนียวไปหน่อย แต่เห็ดอร่อยดี (แอบใส่ไส้กรอกที่ย่างเหลือไว้จากวันก่อนด้วย อร่อยอ่ะ ไส้กรอก ฮ่าๆๆ)

http://rueanthai2.lefora.com/2009/05/07/20090507204039/
อันนี้เดี๋ยวจะโดนมิใช่น้อย

แล้วจะลองเสาะหาเมนูอื่นๆมาเพิ่มนะจ๊ะ

Sunday, July 4, 2010

Oh it's the 4 of July

Well, just notice it :-) I'll celebrate today with the Independent day, the movie. ;p

ส่ิงหนึ่งที่ไม่ชอบในทวิตเตอร์

วันนี้มีบางอย่างทำให้รู้สึกว่า การเล่นทวิตเตอร์ไม่สนุกสนานอย่างเก่า

ส่ิงนั้นคือการตอบโต้กันทางด้านปรัชญา เนื่องจากข้อความที่สั้น และประโยคที่บอกเล่าผ่านทวิตเตอร์เป็นแบบ "ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย" การสนทนากันที่เดิมควรจะออกรสออกชาติ รุกรับ แย้งความคิด เห็นเหตุผลกัน และที่สำคัญคือแลกเปลี่ยนฉันท์มิตร กลับกลายเป็นการสนทนาด้วยความดุดัน เพราะต้องการให้ข้อความที่เขียนขึ้นนั้นมีความ "กระชับ" "ลงตัวใน140ตัวอักษร"

อีกประการที่ทำให้เสน่ห์ของการสนทนาในทวิตเตอร์ขาดหายไปก็คือ การโต้ตอบแบบ "ออฟไลน์" ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะไม่ตอบในทันที การได้คิดกลับไปกลับมาก่อนที่จะตอบโต้ ทำให้คนส่วนใหญ่สูญเสียสิ่งที่เรียกว่า สัญชาติญาณ คำตอบที่ได้มักเกิดจากการคิดไตร่ตรองหลายครั้ง และนั่นอาจทำให้การตีความผิดจากเรื่องหนึ่งไปสู่อีกเรื่องหนึ่งได้

สำหรับการสนทนาในเชิงวิเคราะห์ ในเชิงปรัชญา ส่วนตัวแล้ว ต่อไปนี้จะขอทำแบบ Real time กันดีกว่า นะ พี่ น้อง :-)