http://www.pantown.com/board.php?id=5495&area=4&name=board23&topic=99&action=view
http://karimarosa99.spaces.live.com/blog/cns!BA0F4A6CF92C8E56!110.entry?wa=wsignin1.0
Information in English with many pictures WOW...
http://www.enjoythaifood.com/
Information in Thai (this one give some tips on Vietnamese food also)
http://www.gourmetthai.com/Default.asp
food tips in Thai
http://www.bkkmenu.com/tips/index.html
อาชีพดอทคอม แต่มีหมวดอาหารด้วยนะเออ
http://www.archeep.com/food/food_index.htm
actually I love this link but now there is some problem which I do not know when it will work properly again
http://www.kruaklaibaan.com/forum/index.php
Sunday, September 23, 2007
finally the cat can fly...
I've got the ping-pong player license already.
Though today is the first day of championship, I cannot play yet.
Why?... because I have no uniform yet and that's pity...
However, I found that all information about when, where and the score of each match will be updated on a website, which errrr... is written in French ....Kiahhhhhh....
Since I will study french on the coming tuesday, I would like to present the link of those information here. So you guys can catch up with the progress of me and my team... ei ei
program of championship
http://www.fltt.lu/up/S105_110.pdf
championship result link
http://www.fltt.lu/classement.php?CHA=Seniors
program of tournament
http://www.fltt.lu/up/S66_28.pdf
tournament calendar
http://www.fltt.lu/up/S66_27.pdf
PS. I'm in a team named Reuland 3 (District 9 in devision 6) ^^" at the lowest level (Devision 6) ... but this won't last long.
I will definitely climb up high quickly ha ha ha...
Though today is the first day of championship, I cannot play yet.
Why?... because I have no uniform yet and that's pity...
However, I found that all information about when, where and the score of each match will be updated on a website, which errrr... is written in French ....Kiahhhhhh....
Since I will study french on the coming tuesday, I would like to present the link of those information here. So you guys can catch up with the progress of me and my team... ei ei
program of championship
http://www.fltt.lu/up/S105_110.pdf
championship result link
http://www.fltt.lu/classement.php?CHA=Seniors
program of tournament
http://www.fltt.lu/up/S66_28.pdf
tournament calendar
http://www.fltt.lu/up/S66_27.pdf
PS. I'm in a team named Reuland 3 (District 9 in devision 6) ^^" at the lowest level (Devision 6) ... but this won't last long.
I will definitely climb up high quickly ha ha ha...
Tuesday, September 11, 2007
Wednesday, September 5, 2007
พิซซ่า--บางกรอบ+หนานุ่ม+เพิ่มขอบทอง+ไส้กรอกชีส
แหม่ เนื่องจากว่า ได้มากินพิซซ่าที่ยุโรป ความหลากหลายมันก็ตามตำรับของทางอิตาลีเขา
ก็เลยเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า เราจะทำบล็อคทัวร์พิซซ่าในยุโรปกัน...
เอ่อ แต่ถ้าตามไปกินทั่วยุโรป คาดว่าคนทาน (ตูนี่ล่ะ) อาจเสียชีวิตเพราะอ้วนเกินได้
เอาเป็นว่าถ้าจะไปทานอาหารอิตาลี จะรีบเตรียมกล้องไป พร้อมจดจำรสชาติมาอธิบายคุณๆได้รับชม รับชิมกันนะขร่าบ
ปล. บล็อควันนี้ถือเป็นการเปิดตัวแนวความคิด จะได้ไม่ลืมขร่าบ
ปลสอง. คือเรื่องของเรื่องวันนี้ไปกินร้านอิตาลี่อีกที่นึงที่ไม่เคยไป แต่สั่งพิซซ่าอันที่เคยกินครั้งแรกตอนที่มาอยู่ที่นี่วันแรก
แล้วก็อร่อยด้วย ก็เลยนึกถึง ทัวร์พิซซ่าขึ้นมาน่ะ
ก็เลยเกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า เราจะทำบล็อคทัวร์พิซซ่าในยุโรปกัน...
เอ่อ แต่ถ้าตามไปกินทั่วยุโรป คาดว่าคนทาน (ตูนี่ล่ะ) อาจเสียชีวิตเพราะอ้วนเกินได้
เอาเป็นว่าถ้าจะไปทานอาหารอิตาลี จะรีบเตรียมกล้องไป พร้อมจดจำรสชาติมาอธิบายคุณๆได้รับชม รับชิมกันนะขร่าบ
ปล. บล็อควันนี้ถือเป็นการเปิดตัวแนวความคิด จะได้ไม่ลืมขร่าบ
ปลสอง. คือเรื่องของเรื่องวันนี้ไปกินร้านอิตาลี่อีกที่นึงที่ไม่เคยไป แต่สั่งพิซซ่าอันที่เคยกินครั้งแรกตอนที่มาอยู่ที่นี่วันแรก
แล้วก็อร่อยด้วย ก็เลยนึกถึง ทัวร์พิซซ่าขึ้นมาน่ะ
Monday, September 3, 2007
เดินริมถนน เรื่อยเปื่อย
เริ่มมีเรื่องที่ทำดราฟไว้หลายเรื่องล่ะตอนนี้ เนื่องจากว่า เริ่มพิมพ์ ก็เริ่มนาน เวลาก็ไม่ค่อยมี ต้องทำอย่างอื่นด้วย
เลยเขียนไม่จบเรื่องกันซักที ก็มีเรื่องใหม่มาให้อยากเขียนอีกล่ะ เพราะฉะนั้นวันและเวลาอาจจะไม่ตรงกับวันที่นำเสนอขร่าบบ
เอาล่ะเราจะพยายามจบเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ภายในดาบเดียว...เอ๊ะ ภายในครั้งเดียว
เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เกี่ยวกับตอนกลางคืน
ตอนกลางคืนที่ลักเซมเบิร์ก เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับที่อื่นๆในยุโรป จะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน
เดินริมถนนในเมืองลักซ์ เวลาสองทุ่ม ไร้ผู้คน อากาศสบายไร้มลพิษ เดินชมวิวทิวทัศน์ได้อย่างสบายใจ แม้ในตรอกซอกซอย หลืบมุมเล็กๆ แสงไฟถูกจัดวางเป็นระยะๆ บ้างก็เพื่อให้เห็นความสวยงามของบ้านเรือน บ้างก็เพื่อนำทาง เมื่ออยู่ในที่ราบหุบเขา เราจะเห็นสิ่งก่อสร้างบนที่ราบสูงไกลออกไป ดวงจันทร์เหมือนจะอยู่เหนือปราสาทเท่านั้น แต่เมื่ออยู่บนที่สูงแล้วมองกลับลงมา แสงไฟที่คอยนำทางเมื่อครู่ทำให้เราเห็นเมืองชัดเจนยิ่งขึ้น ทางโค้งๆที่ไล่กันเป็นชั้นๆ สลับกับแม่น้ำสายเล็กๆและสะพานหินที่ใช้เชื่อมต่อสองฝั่งแม่น้ำ ทำให้เมืองน่ารักอย่างบอกไม่ถูก แสงอาทิตย์ที่กำลังจะล่วงลับขอบฟ้า กระทบยอดโบถส์และปราสาทหินเก่าที่ถูกสลับจัดวางบนเนินเขาที่ต่างกัน จนกระทั่งแสงอาทิตย์ลาลับ เรายังคงเห็นยอดโบถส์และปราสาทหินนั้นได้จากแสงไฟ ซึ่งบางครั้งทำให้เราคิดไปเองว่า สิ่งเหล่านี้มันกำลังลอยอยู่
เดินริมถนนในกรุงลอนดอน เวลาสองทุ่ม ผู้คนขวักไขว่(จะรีบไปไหนกันวะ) อากาศ... นี่มันอากาศเหรอวะเนี่ย ฝุ่นเต็มไปหมด กลิ่นน้ำมันเผาไหม้ไม่สมบูรณ์มีให้สูดดมได้ทั่วไป เดินชมวิวทิวทัศน์ได้ แต่รู้สึกว่าต้องระวังตัวจากคนแปลกๆ (ที่นี่คนแปลกๆเยอะซะด้วยสิ) หลายถนนทีเดียวที่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในความมืดมน ในขณะที่หลายถนนก็เต็มไปด้วยป้าย ระบายด้วยสีจัดจ้าน ประกอบกับแสงไฟหลากสี ทำให้เมืองคึกคักได้ไม่ยาก
เดินริมถนนในมิวนิค เวลาสองทุ่ม ผู้คนขวักไขว่ รถจักรยานขวักไขว่ ผู้คนครื้นเครง บ้างก็ช้อปปิ้ง บ้างก็ดื่มเบียร์ บ้างก็มากันเป็นครอบครัว ทานอาหารสนุกสนาน อากาศสบายกำลังดี เดินชมวิวทิวทัศน์ และผู้คนเป็นการเรียกน้ำย่อยให้อาหารค่ำมีรสชาติมากขึ้น ไม่ได้ระวังตัวอะไรมากมาย แต่ก็ต้องมีบ้างเหมือนกัน บนถนนที่มืดมิด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกสบายๆกว่าลอนดอน
เดินริมถนนในเลอ-อาฟ เวลาสองทุ่ม กลิ่นน้ำมันดิบที่กำลังถูกกลั่น ลอยคลุ้งในอากาศ ผู้คนน้อยนิด ผ่านไปมา โหวกเหวก โวยวาย ส่วนใหญ่ไม่ได้เดิน ได้แค่นั่งรถไปมา
เดินริมถนนในออง-เฟลอ เวลาสองทุ่ม ผู้คนบางตานั่งทานอาหารใต้แสงเทียน กลิ่นไอทะเลลอยโชยมาแผ่วๆ อากาศเยียบเย็นริมน้ำถูกทำให้อุ่นขึ้นได้ด้วยดอกไม้หลากสี และรอยยิ้มจากผู้คน เรือยอร์ชมากมายจอดเรียงรายทำให้เมืองนี้เหมือนภาพวาดเข้าไปทุกที-ทุกที ภาพเด็กๆวิ่งเล่นริมหาด ภาพคนแก่ชวนกันจูงมือเดินชมวิว... โค้งน้อยๆที่เกิดจากการยิ้มที่มุมปากมีให้เห็นโดยทั่วไป
เลยเขียนไม่จบเรื่องกันซักที ก็มีเรื่องใหม่มาให้อยากเขียนอีกล่ะ เพราะฉะนั้นวันและเวลาอาจจะไม่ตรงกับวันที่นำเสนอขร่าบบ
เอาล่ะเราจะพยายามจบเรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ภายในดาบเดียว...เอ๊ะ ภายในครั้งเดียว
เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เกี่ยวกับตอนกลางคืน
ตอนกลางคืนที่ลักเซมเบิร์ก เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับที่อื่นๆในยุโรป จะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน
เดินริมถนนในเมืองลักซ์ เวลาสองทุ่ม ไร้ผู้คน อากาศสบายไร้มลพิษ เดินชมวิวทิวทัศน์ได้อย่างสบายใจ แม้ในตรอกซอกซอย หลืบมุมเล็กๆ แสงไฟถูกจัดวางเป็นระยะๆ บ้างก็เพื่อให้เห็นความสวยงามของบ้านเรือน บ้างก็เพื่อนำทาง เมื่ออยู่ในที่ราบหุบเขา เราจะเห็นสิ่งก่อสร้างบนที่ราบสูงไกลออกไป ดวงจันทร์เหมือนจะอยู่เหนือปราสาทเท่านั้น แต่เมื่ออยู่บนที่สูงแล้วมองกลับลงมา แสงไฟที่คอยนำทางเมื่อครู่ทำให้เราเห็นเมืองชัดเจนยิ่งขึ้น ทางโค้งๆที่ไล่กันเป็นชั้นๆ สลับกับแม่น้ำสายเล็กๆและสะพานหินที่ใช้เชื่อมต่อสองฝั่งแม่น้ำ ทำให้เมืองน่ารักอย่างบอกไม่ถูก แสงอาทิตย์ที่กำลังจะล่วงลับขอบฟ้า กระทบยอดโบถส์และปราสาทหินเก่าที่ถูกสลับจัดวางบนเนินเขาที่ต่างกัน จนกระทั่งแสงอาทิตย์ลาลับ เรายังคงเห็นยอดโบถส์และปราสาทหินนั้นได้จากแสงไฟ ซึ่งบางครั้งทำให้เราคิดไปเองว่า สิ่งเหล่านี้มันกำลังลอยอยู่
เดินริมถนนในกรุงลอนดอน เวลาสองทุ่ม ผู้คนขวักไขว่(จะรีบไปไหนกันวะ) อากาศ... นี่มันอากาศเหรอวะเนี่ย ฝุ่นเต็มไปหมด กลิ่นน้ำมันเผาไหม้ไม่สมบูรณ์มีให้สูดดมได้ทั่วไป เดินชมวิวทิวทัศน์ได้ แต่รู้สึกว่าต้องระวังตัวจากคนแปลกๆ (ที่นี่คนแปลกๆเยอะซะด้วยสิ) หลายถนนทีเดียวที่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ในความมืดมน ในขณะที่หลายถนนก็เต็มไปด้วยป้าย ระบายด้วยสีจัดจ้าน ประกอบกับแสงไฟหลากสี ทำให้เมืองคึกคักได้ไม่ยาก
เดินริมถนนในมิวนิค เวลาสองทุ่ม ผู้คนขวักไขว่ รถจักรยานขวักไขว่ ผู้คนครื้นเครง บ้างก็ช้อปปิ้ง บ้างก็ดื่มเบียร์ บ้างก็มากันเป็นครอบครัว ทานอาหารสนุกสนาน อากาศสบายกำลังดี เดินชมวิวทิวทัศน์ และผู้คนเป็นการเรียกน้ำย่อยให้อาหารค่ำมีรสชาติมากขึ้น ไม่ได้ระวังตัวอะไรมากมาย แต่ก็ต้องมีบ้างเหมือนกัน บนถนนที่มืดมิด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกสบายๆกว่าลอนดอน
เดินริมถนนในเลอ-อาฟ เวลาสองทุ่ม กลิ่นน้ำมันดิบที่กำลังถูกกลั่น ลอยคลุ้งในอากาศ ผู้คนน้อยนิด ผ่านไปมา โหวกเหวก โวยวาย ส่วนใหญ่ไม่ได้เดิน ได้แค่นั่งรถไปมา
เดินริมถนนในออง-เฟลอ เวลาสองทุ่ม ผู้คนบางตานั่งทานอาหารใต้แสงเทียน กลิ่นไอทะเลลอยโชยมาแผ่วๆ อากาศเยียบเย็นริมน้ำถูกทำให้อุ่นขึ้นได้ด้วยดอกไม้หลากสี และรอยยิ้มจากผู้คน เรือยอร์ชมากมายจอดเรียงรายทำให้เมืองนี้เหมือนภาพวาดเข้าไปทุกที-ทุกที ภาพเด็กๆวิ่งเล่นริมหาด ภาพคนแก่ชวนกันจูงมือเดินชมวิว... โค้งน้อยๆที่เกิดจากการยิ้มที่มุมปากมีให้เห็นโดยทั่วไป
Thursday, August 30, 2007
Munich day 4 - St. Michel Kirche
โบถส์อันนี้ประมาณว่าสำคัญตรงที่เป็นที่เก็บพระศพของพวกราชวงศ์ไว้จำนวนมาก ส่วนว่าทำไมถึงต้องมาเก็บที่โบถส์นี้นั้น...
จำไม่ได้ล่ะ
อยู่ห่างจากมาเรียนพลาสไม่ไกลเรียกได้ว่าเดินได้ (สำหรับซี)
ภายในก็อย่างที่เห็น อันที่จริง มันพังไปมากมายในช่วงสงครามโลก เสร็จแล้วเค้าก็บูรณมันขึ้นมาใหม่


สำหรับคนที่เป็นกังวลว่าพระศพของบรรดาคนในราชวงศ์จะเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ต้องเป็นห่วงเลย
เพราะว่าโลงศพนั้น ภายนอกทำด้วยเหล็กทั้งหมด แถมเชื่อมปิดหมดเลย แข็งแรงจริงๆ
ภาพด้านล่างเป็นภาพของคิง ลุดวิค ด้านหน้าของรูป... เหอๆ โลงศพของแกน่ะสิ
ไม่กล้าถ่ายมาวุ้ยพวก โลงศพ คือตอนเด็กๆเคยดูหนังเรื่องไรนี่จำไม่ได้
จำได้แค่ว่าเป็นแนว โลงแบบเนี้ย เสร็จแล้วมีพวกทำพิธีไรไม่รู้ ไปๆมาๆ ศพก็พยายามออกมาจากโลง เต็มไปหมด เฮ้อ...
จริงๆแค่ทางเข้าก็นะ...

เราไปดูพวกเพดาน ศิลป ปฎิมากรรมไรอย่างอื่นกันบ้างดีกว่า
ด้านนอกเป็นภาพ... ชื่อไรวะไอ้คนเนี่ย นั่นแหละ กำลังจะแทงเดวิล
เท่ห์ชะมัด

ด้านนอกโบถส์แบบชัดๆอีกที
จำไม่ได้ล่ะ
อยู่ห่างจากมาเรียนพลาสไม่ไกลเรียกได้ว่าเดินได้ (สำหรับซี)
ภายในก็อย่างที่เห็น อันที่จริง มันพังไปมากมายในช่วงสงครามโลก เสร็จแล้วเค้าก็บูรณมันขึ้นมาใหม่

สำหรับคนที่เป็นกังวลว่าพระศพของบรรดาคนในราชวงศ์จะเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ต้องเป็นห่วงเลยเพราะว่าโลงศพนั้น ภายนอกทำด้วยเหล็กทั้งหมด แถมเชื่อมปิดหมดเลย แข็งแรงจริงๆ
ภาพด้านล่างเป็นภาพของคิง ลุดวิค ด้านหน้าของรูป... เหอๆ โลงศพของแกน่ะสิ
ไม่กล้าถ่ายมาวุ้ยพวก โลงศพ คือตอนเด็กๆเคยดูหนังเรื่องไรนี่จำไม่ได้
จำได้แค่ว่าเป็นแนว โลงแบบเนี้ย เสร็จแล้วมีพวกทำพิธีไรไม่รู้ ไปๆมาๆ ศพก็พยายามออกมาจากโลง เต็มไปหมด เฮ้อ...
จริงๆแค่ทางเข้าก็นะ...
เราไปดูพวกเพดาน ศิลป ปฎิมากรรมไรอย่างอื่นกันบ้างดีกว่า
ด้านนอกเป็นภาพ... ชื่อไรวะไอ้คนเนี่ย นั่นแหละ กำลังจะแทงเดวิลเท่ห์ชะมัด

ด้านนอกโบถส์แบบชัดๆอีกที
Wednesday, August 29, 2007
Munich day 4 - Schneider weisse
นึกว่าใกล้จะจบสำหรับมิวนิค เพราะนี่ก็ปาเข้าไปวันที่สามแล้ว
แต่พอนั่งดูรูป ทำไมมันเยอะงี้วะ
เอ้าเพื่อไม่ให้เสียเวลา มาต่อกันเลย
หลังจากออกจากสนามอัลลิอันซ์ เราก็ตรงกลับเข้าเมืองเพื่อหาไรกินกัน
ผ่านมาเรียนพลาสอีกแระ
เจอร้านดอกไม้ ฮึ่มสวยเจงๆ เรายืนชื่นชมกันสักพัก ก็จรลีไปต่อดีกว่า

ข้างบนเป็นโบถส์อะไรสักอย่าง ว่ากินเสร็จจะเข้าไปดู เสร็จแล้วก็ไม่ได้เข้าไป
ด้านข้างฝั่งตรงกันข้ามของโบถส์เป็นร้านนี้ (ตามภาพด้านล่าง) เห็นชื่อเบียร์ เฮ้ย ยังไม่ได้ลองนี่หว่า.... จะไปเหลือเหรอครับ
ก็เดินเข้าร้านกันตามระเบียบ
ท่าทางจะเป็นร้านเก่า เพราะเครื่องใช้ไม้สอยเป็นไม้แบบว่ามันเชีย บรรยากาศภายในร้านดูดี นั่งสบาย
แถมเบียร์ก็อร่อย คือเบียร์ส่วนใหญ่ที่ว่าอร่อยสำหรับเราคือ กลิ่นดี เป็นเบียร์ ไม่ใช่น้ำเปล่า ดื่มแล้วมันต้องมีรสหลงเหลือกันบ้าง
ถ้าลงคอแล้วรสหาย คล้ายๆดื่มน้ำเปล่า นั่นไม่ใช่เบียร์อร่อยสำหรับผมคร้าบบบบ
ปล. ในรูปด้านล่างเป็นดาร์คเบียร์
ปล2. เนื่องจากดาร์คเบียร์หากินยากหน่อยในไทย ทริปนี้เลยขอซัดแต่เบียร์ดำ
งงล่ะสิ ด้านล่างเป็นเหมือนน้ำจิ้ม แบบสูตรของร้าน อร่อยมั่กๆ คือแนวมัสตาร์ดทำเอง ปรุงรสด้วย... ก็บอกแล้วว่าสูตรของร้านจะรู้ไหมล่ะเนี่ย ว่ามันทำยังไง
และแล้วเราก็มาชมอาหารกันซักหน่อย อันนี้หน้าตาเหมือนหอยทอด แต่เป็นเนื้อตุ๋นทอดต่างหาก รสชาติก็จืดๆหน่อย ไม่จัดจ้านอย่างหอยทอด
เห็นแล้วมันก็คันมือ ไม่น่าจะทำยาก ว่าแล้วอาทิตย์ที่แล้วก็เลยลองทำกิน อร่อยใช้ได้เลย แต่ลืมถ่ายรูปไว้ หึๆ แบบว่ามันหิว...
จานล่างล่ะถูกใจคนกินยิ่งนัก เนื่องจากเป็นคนชอบกินไส้กรอก (มาก) (ถึงมากที่สุด) เฮ้อ อร่อย
ร้านนี้มีสองชั้น ชั้นบน ก็มีที่นั่งแบบสำหรับจอง มากันเป็นกลุ่ม บรรยากาศดีมากกกกกกกกก จริงๆมีหลายส่วนที่เป้นแบบนี้ แต่ว่าถ่ายมาอันเดียว
คือมันเมาน่ะ...
นับตั้งแต่ออกจากร้านนี้ไป รูปที่ถ่ายส่วนใหญ่ภาพไหวตลอด... ผมเมาคร้าบบบบบ เฮ้อ
ออกมาจากร้านแหงนมองพระอาทิตย์ อ้าวหายไปไหน....
อ้อ อยู่หลังยอดโบถส์
...จึ๋ย ไม่ได้หนักขนาดนั้นจ้า
แต่พอนั่งดูรูป ทำไมมันเยอะงี้วะ
เอ้าเพื่อไม่ให้เสียเวลา มาต่อกันเลย
หลังจากออกจากสนามอัลลิอันซ์ เราก็ตรงกลับเข้าเมืองเพื่อหาไรกินกัน
ผ่านมาเรียนพลาสอีกแระ
เจอร้านดอกไม้ ฮึ่มสวยเจงๆ เรายืนชื่นชมกันสักพัก ก็จรลีไปต่อดีกว่า


ข้างบนเป็นโบถส์อะไรสักอย่าง ว่ากินเสร็จจะเข้าไปดู เสร็จแล้วก็ไม่ได้เข้าไป
ด้านข้างฝั่งตรงกันข้ามของโบถส์เป็นร้านนี้ (ตามภาพด้านล่าง) เห็นชื่อเบียร์ เฮ้ย ยังไม่ได้ลองนี่หว่า.... จะไปเหลือเหรอครับ
ก็เดินเข้าร้านกันตามระเบียบ

ท่าทางจะเป็นร้านเก่า เพราะเครื่องใช้ไม้สอยเป็นไม้แบบว่ามันเชีย บรรยากาศภายในร้านดูดี นั่งสบาย

แถมเบียร์ก็อร่อย คือเบียร์ส่วนใหญ่ที่ว่าอร่อยสำหรับเราคือ กลิ่นดี เป็นเบียร์ ไม่ใช่น้ำเปล่า ดื่มแล้วมันต้องมีรสหลงเหลือกันบ้าง
ถ้าลงคอแล้วรสหาย คล้ายๆดื่มน้ำเปล่า นั่นไม่ใช่เบียร์อร่อยสำหรับผมคร้าบบบบ
ปล. ในรูปด้านล่างเป็นดาร์คเบียร์
ปล2. เนื่องจากดาร์คเบียร์หากินยากหน่อยในไทย ทริปนี้เลยขอซัดแต่เบียร์ดำ

งงล่ะสิ ด้านล่างเป็นเหมือนน้ำจิ้ม แบบสูตรของร้าน อร่อยมั่กๆ คือแนวมัสตาร์ดทำเอง ปรุงรสด้วย... ก็บอกแล้วว่าสูตรของร้านจะรู้ไหมล่ะเนี่ย ว่ามันทำยังไง

และแล้วเราก็มาชมอาหารกันซักหน่อย อันนี้หน้าตาเหมือนหอยทอด แต่เป็นเนื้อตุ๋นทอดต่างหาก รสชาติก็จืดๆหน่อย ไม่จัดจ้านอย่างหอยทอด
เห็นแล้วมันก็คันมือ ไม่น่าจะทำยาก ว่าแล้วอาทิตย์ที่แล้วก็เลยลองทำกิน อร่อยใช้ได้เลย แต่ลืมถ่ายรูปไว้ หึๆ แบบว่ามันหิว...

จานล่างล่ะถูกใจคนกินยิ่งนัก เนื่องจากเป็นคนชอบกินไส้กรอก (มาก) (ถึงมากที่สุด) เฮ้อ อร่อย

ร้านนี้มีสองชั้น ชั้นบน ก็มีที่นั่งแบบสำหรับจอง มากันเป็นกลุ่ม บรรยากาศดีมากกกกกกกกก จริงๆมีหลายส่วนที่เป้นแบบนี้ แต่ว่าถ่ายมาอันเดียว
คือมันเมาน่ะ...

นับตั้งแต่ออกจากร้านนี้ไป รูปที่ถ่ายส่วนใหญ่ภาพไหวตลอด... ผมเมาคร้าบบบบบ เฮ้อ
ออกมาจากร้านแหงนมองพระอาทิตย์ อ้าวหายไปไหน....
อ้อ อยู่หลังยอดโบถส์
...จึ๋ย ไม่ได้หนักขนาดนั้นจ้า
Thursday, August 23, 2007
Munich day 4 - Allianz Arena
โบ๊มี่ โบ๊ปี่ -- Grandma Grandpa (ตอนแรก)
ริ้วรอยบนใบหน้าของโบ๊มี่ และโบ๊ปี่ ไม่ได้สื่อถึงแค่ความแก่ชรา
แต่กลับเป็นเหมือนรอยจารึกที่บ่งบอกกาลเวลา ความสุข ชีวิต ความปรารถนาที่ผ่านมาชั่วเวลานึง...
หลังจากเข้านั่งในร้านอาหารจีนที่ ลาโฮเช็ต (Larochette) เราก็เริ่มพูดคุยด้วยเรื่องต่างๆ
ตั้งแต่เมนูอาหาร ภาษา สิ่งของรอบตัว เรื่องเรียน ไวน์ กาแฟ พื้นที่โล่งด้านนอก ไปจนถึงเรื่องแมว
โบ๊มี่จะสั่งเป็ดมากิน ถามเราว่ากินไหม ที่นี่อร่อยนะ เราก็ว่า
ซี. "อ่ะ ไม่กินคะ" (ด้วยภาษาอังกิด)
โบ๊มี่. "อ้าวทำไมล่ะ ที่นี่อร่อยนะ"
ซี. "เอ่อ ซีชอบมันคะ น่ารักดี ให้อาหารมันด้วย"
โบ๊มี่. หัวเราะกร๊าก
โบ๊มี่. "แต่ก่อนนะ ที่บ้านเรามีวัวสี่ห้าตัว ไว้รีดนม ไว้กินเนื้อ มีหมู มีไก่ มีเป็ด... เรากินมันทั้งนั้นแหละ"
ซี. "คะ ซีรู้ แต่ไม่ชินคะ ปกติอยู่แต่ในเมือง ให้อาหารมันตามพาร์ค จะกิน ก็ซื้อที่ตายแล้วคะ"
โบ๊มี่. "มันเป็นเรื่องธรรมชาติ เราเลี้ยงมันก็เพื่อไว้กิน"
โบ๊มี่อายุมากกว่าเจ็ดสิบ แต่ทุกวันนี้แกกับโบ๊ปี่ ช่วยกันทำสวนเล็กๆหลังบ้าน
พื้นที่หลายไร่ ถูกแบ่งขายให้กับเพื่อนบ้านไปไม่น้อย รวมถึงให้เป็นที่สำหรับบ้านของลูกชายแกเอง
ด้วยเหตุว่าแกดูแลกันไม่ไหว
แต่ทุกวันนี้ โบ๊ปี่ก็ยังขับรถตัดหญ้า โบ๊มี่ก็ยังเข้าไปในแปลงผัก ปลูกสลัด ถั่ว มัน หอม ฟักทอง แตงกวา โอ้ยเยอะแยะ
โบ๊มี่. "ซีเข้าไปตัดผักในสวนได้เลยนะ ได้มากเท่าที่ซีต้องการเลย"
โบ๊ปี่. "เราไม่ได้ทำแปลงผักมากมายเพื่อเราแค่สองคน (หมายถึงแค่โบ๊ปี่ และโบ๊มี่) แต่เราทำเผื่อทั้งครอบครัว แต่ครอบครัวก็ไม่ค่อยมากันเท่าไร"
น้ำเสียงเศร้าๆไปหน่อยนึงของโบ๊ปี่ทำเอาเราใจหาย ปกติโบ๊ปี่เป็นคนตลก ออกไปทางกวนตีนก็ว่าได้ ชอบถามคำถามยียวน แกล้งๆๆ
อดีตโบ๊ปี่ทำงานในหน่วยงานราชการด้านกฎหมายภาษี อาจจะเป็นเหตุนี้ ทุกวันนี้โบ๊ปี่ยังคงแต่งตัวดี บางครั้งเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวสามรอบได้ เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์
บ้านเกิดของโบ๊ปี่อยู่ทางใต้ ที่เมืองดิฟเฟอดองจ์ (Differdange) ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรม
ในอดีตอุตสาหกรรมเหล็กเจริญรุ่งเรืองยิ่งยวดในลักเซมเบิร์ก และแหล่งแร่ และโรงงานอุตฯที่สำคัญก็อยู่ที่ดิฟเฟอดองจ์
โบ๊มี่. "ครั้งแรกที่เค้ามาที่นี่ (ฮ้อยหลั่น (Reuland)) เค้าไม่อยากกลับไปเลย เค้ามากับเพื่อน ซึ่งเป็นเพื่อนของฉันอีกที"
โบ๊ปี่. "แต่ก็ยังมีญาติๆอยู่ที่นั่น ซีเคยไปหรือยัง"
ซี. "ไปมาสองครั้งแล้วคะ"
โบ๊มี่. "ทุกปีเราจะไปเยี่ยมญาติๆ ไปด้วยกันไหม"
ซี. "ไปคะๆๆๆๆๆ"
ออกจากร้านอาหารจีน เราตรงกลับบ้านโบ๊มี่ โบ๊ปี่
โบ๊มี่. "วันนี้น้องสาวของโบ๊ปี่จะมาหาเรา ยังไงอยู่ทักทายกันก่อนแล้วกันนะ"
แต่ก่อนบ้านของโบ๊มี่ทำด้วยหิน เอามาวางต่อๆกัน แล้วอัดช่องว่างด้วยทราย ตามวิศวกรรมสมัยก่อน (นานมาก)
เดี๋ยวนี้ถูกทำให้แข็งแรงขึ้นแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ หินยังอยู่เหมือนเดิม
หินทำให้เก็บความเย็น แต่ก็ต้านลม เพราะฉะนั้น เข้าบ้านโบ๊มี่ทีไร ก็จะรู้สึกเย้นนนนน เย็น เหมือนเปิดแอร์ไว้ทั้งวันทุกที
แต่กลับเป็นเหมือนรอยจารึกที่บ่งบอกกาลเวลา ความสุข ชีวิต ความปรารถนาที่ผ่านมาชั่วเวลานึง...
หลังจากเข้านั่งในร้านอาหารจีนที่ ลาโฮเช็ต (Larochette) เราก็เริ่มพูดคุยด้วยเรื่องต่างๆ
ตั้งแต่เมนูอาหาร ภาษา สิ่งของรอบตัว เรื่องเรียน ไวน์ กาแฟ พื้นที่โล่งด้านนอก ไปจนถึงเรื่องแมว
โบ๊มี่จะสั่งเป็ดมากิน ถามเราว่ากินไหม ที่นี่อร่อยนะ เราก็ว่า
ซี. "อ่ะ ไม่กินคะ" (ด้วยภาษาอังกิด)
โบ๊มี่. "อ้าวทำไมล่ะ ที่นี่อร่อยนะ"
ซี. "เอ่อ ซีชอบมันคะ น่ารักดี ให้อาหารมันด้วย"
โบ๊มี่. หัวเราะกร๊าก
โบ๊มี่. "แต่ก่อนนะ ที่บ้านเรามีวัวสี่ห้าตัว ไว้รีดนม ไว้กินเนื้อ มีหมู มีไก่ มีเป็ด... เรากินมันทั้งนั้นแหละ"
ซี. "คะ ซีรู้ แต่ไม่ชินคะ ปกติอยู่แต่ในเมือง ให้อาหารมันตามพาร์ค จะกิน ก็ซื้อที่ตายแล้วคะ"
โบ๊มี่. "มันเป็นเรื่องธรรมชาติ เราเลี้ยงมันก็เพื่อไว้กิน"
โบ๊มี่อายุมากกว่าเจ็ดสิบ แต่ทุกวันนี้แกกับโบ๊ปี่ ช่วยกันทำสวนเล็กๆหลังบ้าน
พื้นที่หลายไร่ ถูกแบ่งขายให้กับเพื่อนบ้านไปไม่น้อย รวมถึงให้เป็นที่สำหรับบ้านของลูกชายแกเอง
ด้วยเหตุว่าแกดูแลกันไม่ไหว
แต่ทุกวันนี้ โบ๊ปี่ก็ยังขับรถตัดหญ้า โบ๊มี่ก็ยังเข้าไปในแปลงผัก ปลูกสลัด ถั่ว มัน หอม ฟักทอง แตงกวา โอ้ยเยอะแยะ
โบ๊มี่. "ซีเข้าไปตัดผักในสวนได้เลยนะ ได้มากเท่าที่ซีต้องการเลย"
โบ๊ปี่. "เราไม่ได้ทำแปลงผักมากมายเพื่อเราแค่สองคน (หมายถึงแค่โบ๊ปี่ และโบ๊มี่) แต่เราทำเผื่อทั้งครอบครัว แต่ครอบครัวก็ไม่ค่อยมากันเท่าไร"
น้ำเสียงเศร้าๆไปหน่อยนึงของโบ๊ปี่ทำเอาเราใจหาย ปกติโบ๊ปี่เป็นคนตลก ออกไปทางกวนตีนก็ว่าได้ ชอบถามคำถามยียวน แกล้งๆๆ
อดีตโบ๊ปี่ทำงานในหน่วยงานราชการด้านกฎหมายภาษี อาจจะเป็นเหตุนี้ ทุกวันนี้โบ๊ปี่ยังคงแต่งตัวดี บางครั้งเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวสามรอบได้ เพื่อให้เหมาะกับสถานการณ์
บ้านเกิดของโบ๊ปี่อยู่ทางใต้ ที่เมืองดิฟเฟอดองจ์ (Differdange) ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรม
ในอดีตอุตสาหกรรมเหล็กเจริญรุ่งเรืองยิ่งยวดในลักเซมเบิร์ก และแหล่งแร่ และโรงงานอุตฯที่สำคัญก็อยู่ที่ดิฟเฟอดองจ์
โบ๊มี่. "ครั้งแรกที่เค้ามาที่นี่ (ฮ้อยหลั่น (Reuland)) เค้าไม่อยากกลับไปเลย เค้ามากับเพื่อน ซึ่งเป็นเพื่อนของฉันอีกที"
โบ๊ปี่. "แต่ก็ยังมีญาติๆอยู่ที่นั่น ซีเคยไปหรือยัง"
ซี. "ไปมาสองครั้งแล้วคะ"
โบ๊มี่. "ทุกปีเราจะไปเยี่ยมญาติๆ ไปด้วยกันไหม"
ซี. "ไปคะๆๆๆๆๆ"
ออกจากร้านอาหารจีน เราตรงกลับบ้านโบ๊มี่ โบ๊ปี่
โบ๊มี่. "วันนี้น้องสาวของโบ๊ปี่จะมาหาเรา ยังไงอยู่ทักทายกันก่อนแล้วกันนะ"
แต่ก่อนบ้านของโบ๊มี่ทำด้วยหิน เอามาวางต่อๆกัน แล้วอัดช่องว่างด้วยทราย ตามวิศวกรรมสมัยก่อน (นานมาก)
เดี๋ยวนี้ถูกทำให้แข็งแรงขึ้นแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ หินยังอยู่เหมือนเดิม
หินทำให้เก็บความเย็น แต่ก็ต้านลม เพราะฉะนั้น เข้าบ้านโบ๊มี่ทีไร ก็จะรู้สึกเย้นนนนน เย็น เหมือนเปิดแอร์ไว้ทั้งวันทุกที
Subscribe to:
Posts (Atom)















